เปิด 5 นวัตกรรมเยาวชนไทย เปลี่ยนปัญหาใกล้ตัว สู่ทางออกสิ่งแวดล้อมและชุมชนยั่งยืน
เปิด 5 ผลงานเยาวชนไทยจากเวที Better Futures Project 2026 “อนาคตใกล้ฉัน” ชูไอเดียเปลี่ยนขยะอาหาร ลดพลาสติกในทะเล แก้ปัญหาการเผาใบอ้อย และเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน เชื่อมโยงนวัตกรรมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น เยาวชนไทยกำลังแสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพงหรือโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว แล้วนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ได้จริง
เวที Better Futures Project 2026 “อนาคตใกล้ฉัน” เปิดพื้นที่ให้เยาวชนพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีผลงานที่น่าสนใจครอบคลุมตั้งแต่การจัดการขยะอาหารในเมืองท่องเที่ยว การลดขยะพลาสติกในทะเล การลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยวัสดุธรรมชาติ
โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนใช้ความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้พัฒนาทางออกที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน
1. BIO COMPOST เปลี่ยนเศษอาหารภูเก็ตเป็นปุ๋ย สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

หนึ่งในผลงานที่เชื่อมโยงการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากับเศรษฐกิจชุมชน คือ BIO COMPOST ผลงานของนักเรียนโรงเรียนขจรเกียรติ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประถมศึกษา
ทีมผู้พัฒนาประกอบด้วย ด.ญ.ชนิสรา ตันติวิวัฒนวงศา ด.ช.ธนกร ศรีเทพ ด.ญ.ชัญญภัทร ยืนตระกูล และ ด.ช.ชวกร กำเนิดรักษา โดยมองเห็นปัญหาขยะอินทรีย์จากโรงแรมและร้านอาหารในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่มีการบริโภคอาหารจำนวนมาก
แนวคิดของ BIO COMPOST คือการพัฒนาเครื่องหมักปุ๋ยอัตโนมัติ เพื่อเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยสำหรับนำกลับมาใช้ประโยชน์ในชุมชน แทนการกำจัดขยะโดยไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
ความน่าสนใจอยู่ที่การต่อยอดปุ๋ยไปใช้เพาะปลูกพืช เช่น มะพร้าว ก่อนนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นสินค้าท้องถิ่นอย่างขนมอังกู๋เพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว เกิดเป็นแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมโยงการจัดการขยะ การเกษตร และการสร้างรายได้เข้าด้วยกัน
ผลงานนี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงทั้งผู้คน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (SDG 12)
2. One Bottle Everywhere ชวนพกขวดน้ำส่วนตัว ลดพลาสติกก่อนลงทะเล

ขยะพลาสติกที่พบตามชายหาดเป็นจุดเริ่มต้นของผลงาน One Bottle Everywhere (แค่ขวดเดียว…ก็ช่วยทะเลได้) จาก ด.ช.จิรายุ เสงี่ยม และ ด.ช.วชิปรัช เทพณรงค์ นักเรียนโรงเรียนขจรเกียรติศึกษา จังหวัดภูเก็ต ผู้ชนะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ทีมเลือกแก้ปัญหาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยรณรงค์ให้ประชาชนพกขวดน้ำส่วนตัวและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน หรือระหว่างเดินทางท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด “Small Choice, Big Change” และหลักการ Reuse, Refill, Repeat
แม้การพกขวดน้ำส่วนตัวจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แต่หากมีผู้คนร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสช่วยลดการใช้ขวดพลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง และลดปริมาณขยะที่อาจรั่วไหลลงสู่ทะเล
นอกจากลดขยะแล้ว แนวคิดดังกล่าวยังมุ่งสร้างความตระหนักเกี่ยวกับผลกระทบของพลาสติกและไมโครพลาสติกต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเลและระบบนิเวศ
ผลงานนี้สอดคล้องกับ SDG 12 ว่าด้วยการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน และ SDG 14 ว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน
3. CaneConnect เชื่อมเกษตรกร ลดต้นทุนรถม้วนใบอ้อย แก้ปัญหาการเผา

ปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรและฝุ่น PM2.5 เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่เยาวชนพยายามหาทางออกผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล
ผลงาน CaneConnect จากนักเรียนโรงเรียนสันติวิทยาสรรพ์ จังหวัดเลย นำเสนอแอปพลิเคชันเชื่อมต่อเกษตรกรกับผู้ให้บริการรถม้วนใบอ้อย โดยมีทีมพัฒนา ได้แก่ น.ส.กัญญ์จิรา เพชรราชา นายคุณากร กุตัน น.ส.อรพิมล การะพงษ์ และนายอับดุลราซะ หอมแพงไว้
หัวใจสำคัญของ CaneConnect คือการช่วยให้เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถรวมแปลงเพื่อใช้บริการรถม้วนใบอ้อยร่วมกัน ช่วยกระจายต้นทุนและลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ
แทนที่จะเผาใบอ้อยทิ้ง เกษตรกรสามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรเข้าสู่กระบวนการรวบรวมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งช่วยสร้างโอกาสเพิ่มรายได้และลดแรงจูงใจในการเผา
ทีมตั้งเป้าลดจุดความร้อนจากการเผาในพื้นที่ทดลองมากกว่า 50% ลดการเผาใบอ้อย 100% จับคู่บริการรถม้วนใบอ้อยให้สำเร็จอย่างน้อย 80% และสร้างรายได้ให้เกษตรกร 10,000 บาทภายใน 2 เดือน
จากข้อมูลของโครงการ ทีมได้ทดลองแพลตฟอร์มร่วมกับชุมชนเกษตรกร และพบความต้องการใช้งานจริง รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากโรงงานน้ำตาลเพื่อพัฒนาต่อยอด อย่างไรก็ตาม ยังต้องปรับระบบให้ใช้งานง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรสูงอายุที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี
CaneConnect จึงเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับปัญหาหน้างานของเกษตรกร โดยมีเป้าหมายทั้งการลดมลพิษทางอากาศ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน
4. ยางกล้วยป่า X คณิตศาสตร์ GSP พัฒนาผ้ามัดย้อม ลดพึ่งพาสารเคมี

การนำทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นอีกแนวทางที่สะท้อนศักยภาพของเยาวชนไทย
ผลงาน “ยางกล้วยป่า X คณิตศาสตร์ GSP ล็อกสีธรรมชาติ ปกป้องสิทธิชุมชน คืนชีวิตให้ทะเลพัทลุง” จากนายจักรินทร์ บริรักษ์ นายณกมล วรตันติ และนายพัชรพล ไฝจู มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มุ่งพัฒนากระบวนการผลิตผ้ามัดย้อมของชุมชนบ้านท่าช้าง จังหวัดพัทลุง ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
นวัตกรรมนี้นำสารแทนนินจากยางกล้วยป่ามาทดลองใช้เป็นสารช่วยตรึงสีธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความติดทนของสีบนเนื้อผ้า และมุ่งลดการพึ่งพาสารเคมีสังเคราะห์ที่อาจก่อให้เกิดน้ำเสียหรือสารตกค้าง
ขณะเดียวกัน ทีมยังนำโปรแกรม Geometer’s Sketchpad (GSP) มาช่วยออกแบบแม่พิมพ์ลวดลายเรขาคณิต เพื่อสร้างความสม่ำเสมอของลวดลายและต่อยอดอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชน
ทีมตั้งเป้าปกป้องผู้ผลิตจากการสัมผัสสารอันตราย 100% และไม่ปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนตลอดช่วงทดลอง 60 วัน โดยปัจจุบันได้พัฒนาสูตรสีย้อมธรรมชาติและทดลองผลิตผ้ามัดย้อมแล้ว พร้อมอยู่ระหว่างทดสอบคุณภาพน้ำเสียและประสิทธิภาพในการลดการใช้สารเคมี
การพัฒนานี้อาจช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ผลิตในชุมชน และเปิดโอกาสให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้รับการต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยต้องอาศัยผลการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
5. Laut Calendar ใช้ปฏิทินสัตว์ทะเลตามฤดูกาล ส่งเสริมบริโภคอย่างรับผิดชอบ

นอกจากผลงานหลัก ยังมีรางวัลพิเศษ Central Pattana Brand Favorite ซึ่งมอบให้แก่ผลงานที่มีแนวโน้มต่อยอดเชิงธุรกิจ โดยตกเป็นของ “Laut Calendar” จากนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่และปัตตานี
ทีมประกอบด้วย
ซึ่งนำเสนอแนวคิดปฏิทินสัตว์ทะเลตามฤดูกาลในพื้นที่อ่าวปัตตานี เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศทางทะเล และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกบริโภคอาหารทะเลอย่างรับผิดชอบ
แนวคิดนี้มุ่งนำองค์ความรู้ท้องถิ่นมาถ่ายทอดผ่านปฏิทินและสื่อรณรงค์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจความสำคัญของฤดูกาลและการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างเหมาะสม
ทีมตั้งเป้าผลิตสื่ออย่างน้อย 20 ชิ้น สร้างยอดเข้าชมมากกว่า 10,000 ครั้งภายใน 2 เดือน มีพันธมิตรเข้าร่วมอย่างน้อย 2 แห่ง และสร้างการมีส่วนร่วมอย่างน้อย 10 ครั้งต่อโพสต์
ปัจจุบัน ทีมได้ออกแบบปฏิทินอาหารทะเลตามฤดูกาล และพัฒนาแนวทางรณรงค์ร่วมกับร้านอาหารท้องถิ่น โดยอยู่ระหว่างทดสอบแคมเปญและติดตามผลด้านการเข้าถึงสื่อ ความร่วมมือจากร้านอาหาร และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
Laut Calendar แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารข้อมูลที่เข้าใจง่ายสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และอาจช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างผู้บริโภค ร้านอาหาร และชุมชนประมงในระยะยาว
Better Futures Project 2026 เมื่อไอเดียเยาวชนเชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs

ทั้ง 5 ผลงานมีจุดเริ่มต้นแตกต่างกัน แต่สะท้อนแนวคิดร่วมกัน คือการนำปัญหาใกล้ตัวมาเป็นโจทย์ในการพัฒนานวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม
ตั้งแต่ BIO COMPOST ที่เปลี่ยนเศษอาหารเป็นทรัพยากร CaneConnect ที่ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนและการเผา One Bottle Everywhere ที่ชวนปรับพฤติกรรมเพื่อลดขยะพลาสติก นวัตกรรมผ้ามัดย้อมจากยางกล้วยป่าที่ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึง Laut Calendar ที่ใช้การสื่อสารสร้างความเข้าใจเรื่องการบริโภคอาหารทะเลอย่างรับผิดชอบ
ผลงานเหล่านี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ทั้งด้านการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน การรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ชุมชน
โครงการ Better Futures Project 2026 “อนาคตใกล้ฉัน” จึงเป็นอีกเวทีที่ช่วยเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยแสดงศักยภาพในการคิด วิเคราะห์ และพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ไปสู่การใช้งานจริง
เพราะการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เริ่มจากการมองเห็นปัญหา ลงมือทดลอง และร่วมกันสร้างทางออกที่เหมาะสมกับชุมชนของตนเอง
The Lighter Thailand | ข่าวสังคม นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม

สื่อมวลชน นักคิด และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร นวัตกรรมสื่อ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในองค์กร มีประสบการณ์ในสายงานข่าวและสื่อมวลชนมามากกว่า 25 ปี


